
ทุกคำของขนมไทย มีทั้งความหวานของรสชาติ และความอบอุ่นของความทรงจำซ่อนอยู่ ขนมไทยโบราณไม่ใช่แค่ของหวานในถ้วย แต่คือศิลปะแห่งความประณีต ที่สืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น กลิ่นหอมของดอกไม้ ความมันของมะพร้าว และสีทองอร่ามของไข่แดง ล้วนบอกเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมไทยได้อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็น ‘ขนมไทยพื้นบ้าน’ ที่รังสรรค์ขึ้นจากภูมิปัญญาและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวบ้าน หรือ ‘ขนมไทยชาววัง’ ที่ประดิดประดอยและวิจิตรบรรจงอย่างพิถีพิถัน วันนี้เราจะพาย้อนกลับไปสัมผัสเสน่ห์ของ “ขนมไทยโบราณ” ที่ยังคงมีชีวิตอยู่…ในทุกคำที่ชิม”
เริ่มกันที่คำแรก
-ขนมโสมนัส

“โสมนัส คุกกี้แรกแห่งสยาม สืบสูตรจากนางมารีกีมา”
ขนมโสมนัส หรือ คุกกี้สยาม ต้นกำเนิดแต่เดิมย้อนไปถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ตัวขนมทำด้วยไข่ขาวกับน้ำตาล ตีขึ้นให้ฟูประดุจเมอแรงฝาหรั่ง ชาวไทยถือโสมนัสเป็นขนมอบยุคแรก นิยมรับประทานกันในหมู่ชนชั้นสูง หรือใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เสิร์ฟพร้อมน้ำชา อีกทั้งต่อมาได้ใช้ในงานมงคลสมรส ด้วยชื่อขนมแสดงความหมายแห่งความปิติยินดีและความรื่นเริง
-ขนมกลีบลำดวน

กลีบลำดวน ขนมชนิดนี้ เดิมมีเค้ามาจากคุกกี้ของชาวตะวันตก ซึ่งนิยมทำไว้รับประทานกับน้ำชา ครั้นเมื่อบ้านเมืองได้แป้งสาลีเข้ามาเป็นของซื้อขาย ช่างขนมไทยจึงได้คิดทำเป็นรูปดอกลำดวน มีสามกลีบประคองก้อนกลมตรงกลาง เสมือนเกสร เป็นขนมที่ทำด้วยความบรรจงประณีต อบด้วยควันเทียนให้กลิ่นหอมชัด เมื่อแล้วเสร็จฃจก็จะได้รสหวานละมุน แลกลิ่นคงอยู่ติดลิ้นติดใจ
-ขนมสัมปันนี

ขนมสัมปันนี อีกหนึ่งขนมไทยที่ท้าวทองกีบม้าเป็นผู้คิดค้นขึ้นในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ลักษณะเนื้อขนมแข็งอยู่บ้าง ประหนึ่งคุกกี้ของฝรั่ง แต่เมื่อเคี้ยวแป้งกลับนุ่มละลายไปในปาก มีรสหวาน พรั่งพร้อมด้วยกลิ่นหอมของกะทิ อบด้วยควันเทียนหอมฟุ้ง ขนมนี้จัดอยู่ในจำพวกของมงคล ขนมสัมปันนีมีชื่อ รูปลักษณ์ มาจาก “เรือสัมปันนี” ที่คล้ายๆกับเรือสำปั้น หรือ เรือซำปัง แต่เพรียวกว่า เพราะฉะนั้นขนมสัมปันนี จึงมีรูปลักษณ์เหมือนเรือสัมปันนีตามชื่อ ครั้นผู้ใดลิ้มรส ก็มักเกิดความชื่นใจ แลพาให้นึกระลึกถึงผู้เป็นที่รักอยู่เนือง ๆ

-ขนมทองเอก

ขนมทองเอก หนึ่งในขนมมงคลตระกูลทอง สื่อความหมายถึง “ความเป็นยอดขนม แลความเป็นเลิศ” มักนิยมทำใช้ในงานมงคลต่าง ๆ อาทิ งานสมรส งานขึ้นบ้านใหม่ หรือมอบเป็นของขวัญในวาระพิเศษ ลักษณะตัวขนมเนื้อสีทอง เนื้อนุ่มเหนียวพอเคี้ยว มีทองคำเปลวแปะประดับไว้บนยอดหรือกลางขนม แลดูสูงค่าและงามตา สมกับนามว่า “ทองเอก” อันหมายถึงความเป็นที่หนึ่งเหนือสิ่งทั้งปวง
-ขนมเสน่ห์จันทน์

ขนมเสน่ห์จันทน์ หนึ่งในขนมมงคลตระกูลทองอีกขนมหนึ่ง มักใช้ในพิธีการ โดยเชื่อว่าจะนำความเจริญแลโชคดีมาสู่ผู้รับประทาน ตัวขนมมีสีเหลืองสุก ลักษณะกลมแบนคล้ายผลลูกจันทน์ เนื้อขนมโรยผงจันทน์เทศ คนโบราณถือว่านาม “เสน่ห์จันทน์” เป็นถ้อยคำสิริมงคล สื่อถึงความเป็นที่รัก แลความมีเสน่ห์ มีผู้เอ็นดูเมตตา
-ขนมดาราทอง

ขนมดาราทอง เป็นขนมที่ชนะการประกวดในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ใช้เค้าเดิมเนื้อทองเอกเป็นหลัก แล้วเอาเมล็ดแตงโมมากวาดกับน้ำเชื่อมไฟอ่อน สิริเวลายืดยาวกว่าหกชั่วโมงจนขึ้นเกล็ดดี เมื่อนำมาประดับล้อมขอบขนมก็แลดูคล้าย “กระจังทอง” อันวิจิตรภายหลังเปลี่ยนชื่อขนมเป็น “ดาราทอง” เนื่องจากมีลักษณะคล้ายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เป็นรูปดาวเปล่งรัศมี จึงเป็นขนมที่ปรากฏชื่อเสียงแพร่หลายสืบมา

-ขนมบุหลันดั้นเมฆ

บุหลันดั้นเมฆ ได้แรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ “บุหลันลอยเลื่อน” ในรัชกาลที่ 2 สีครามเข้มของเนื้อขนมได้มาจากน้ำดอกอัญชัน เปรียบเหมือนสีของก้อนเมฆยามราตรี ส่วนกลางตัวขนมนั้นมีสีเหลืองนวลสื่อถึงดวงจันทร์ลอยเด่นฟ้าท่ามกลางหมู่เมฆ ตัวสังขยานี้มีส่วนผสมของไข่เค็มอันเป็นสูตรเฉพาะของเรือนเรา บังเกิดรสละมุนเคล้าความเค็มมันอย่างออกรส
-ขนมถ้วยหยดมรกต

ขนมถ้วยหน้ากะทิไวท์ช๊อคโกแลตเนื้อแน่นผสานกับเส้นลอดช่อง บรรจงประดับด้วยทองคำเปลว ตัวแป้งนุ่มหนึบ หอมกลิ่นใบเตยสดจากเรือนชายณัฐ และความหวานละมุนของน้ำตาลมะพร้าวแท้
-ขนมกล้วย

ขนมกล้วย ขนมไทยพื้นบ้านอันเป็นที่รู้จักกันในแดนสยาม แต่สูตรของชายณัฐนี้พิถีพิถัน ใช้แป้งน้อยให้เนื้อแน่นนุ่มเต็มคำ ผสมเนื้อกล้วยตากหั่นเป็นชิ้นเล็กแทรกในเนื้อ เพิ่มรสสัมผัสให้เคี้ยวอย่างพินิจเพลิดเพลิน อีกทั้งยังใช้น้ำตาลหญ้าหวานแทนจึงพอเหมาะแก่สุขภาพ ปรุงด้วยกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ เติมเสน่ห์ให้ขนมที่แม้ภายนอกดูเรียบง่าย แต่รสภายในหามิได้ธรรมดาเลย

-ขนมเกสรลำเจียก

ขนมเกสรลำเจียกรูปทรงดุจดอกลำเจียกตูมมิทันบาน ไส้ทำด้วยมะพร้าวขูดกวนกับน้ำตาลจนเหนียวขึ้นกลิ่นหอมห่อด้วยแป้งร่อนบางอย่างประณีต ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะของผู้ทำ ขนมนี้มีนามปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ว่า “ลำเจียกชื่อขนม นึกโฉมฉมหอมชวยโชยไกลกลิ่นด้นแดโดย โหยไห้บุหงางาม”เป็นขนมที่ยิ่งนับวันยิ่งหาทานได้ยากยิ่ง
-ขนมต้ม

ขนมต้ม ขนมนี้มีมาแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย หากแต่ขนมต้มสูตรตำราชายณัฐ แตกต่างจากที่อื่นตรงที่ให้ความพิถีพิถันทั้งในสัดส่วนของแป้งแลไส้ ตัวแป้งทำด้วยข้าวเหนียว ห่อไส้มะพร้าวทึนทึกกวนกับน้ำตาลมะพร้าว รสหวานหอมกลมกล่อมในปริมาณพอดี ครั้นต้มจนแป้งสุกนิ่มแล้ว จึงนำมาคลุกมะพร้าวขูดสดหอมมัน ให้เนื้อสัมผัสนุ่มนวล รสละไมอร่อยในทุกคำ
-ขนมพระพาย

ขนมพระพาย ขนมโบราณคิดค้นเพื่อใช้ในงานมงคลสมรส ปรากฏมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยพระเพทราชา ตัวขนมมักมีสีละมุนตา ทำด้วยแป้งข้าวเหนียว แล้วนำมาหุ้มห่อตัวใส้ไว้ สื่อหมายถึงความเหนียวแน่นมั่นคงแห่งคู่สมรส ไส้ในฉบับตำราชายณัฐนั้นใช้เผือกกวน อบควันเทียนอย่างดีให้รสหวานหอม ตัดกับแป้งเหนียวนุ่มภายนอกอย่างลงตัว
-ขนมเรไร

ขนมเรไร ปรากฏนามอยู่ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน รัชกาลที่ 2 “รังไรโรยด้วยแป้ง เหมือนนกแกล้งทำรังรวง” “โอ้อกนกทั้งปวง ยังยินดีด้วยมีรัง”ตัวขนมเป็นเส้นเล็ก เนื้อนุ่มละมุน ชุ่มด้วยกะทิ เส้นแป้งหอมควันเทียน สีสันสดใส จัดเรียงอย่างวิจิตรราดน้ำกะทิหวานมัน โรยงาขาวคั่ว รับประทานแนมมะพร้าวขูด เพิ่มกลิ่นหอมและรสสัมผัสอย่างพิถีพิถัน
-ขนมจีบนก

ขนมจีบนก ทำด้วยแป้งสีขาวนวล บรรจุไส้ไก่ผัดรสหวานกลมกล่อม คลุกเคล้าสามเกลอจนหอม แล้วจับจีบแป้งด้วยมืออันประณีต ลวดลายพลิ้วงาม เสมือนเครื่องว่างชั้นสูงแห่งชาววัง
-ช่อม่วง

ช่อม่วง ของว่างตำรับชาววัง สีม่วงจากอัญชัน แป้งนุ่มห่อไส้รสเค็มกลมกล่อม หอมเครื่องสามเกลอ ปั้นก้อนกลมจับจีบ หลั่นลำดับคล้ายกลีบดอกไม้ นึ่งจนแป้งใสเงา หอมน้ำมันกระเทียมเจียวเคลือบชั้นนอก ดังบทกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในรัชกาลที่ 2 ความว่า “ช่องม่วงเหมาะมีรส หอมปรากฏกลโกสุม คิดสีสไบคลุม หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาล”

-ขนมลืมกลืนไข่แมงดา

ขนมลืมกลืนไข่แมงดา เนื้อแป้งถั่วเขียวผสมน้ำลอยดอกไม้กวน ไฟอ่อนจนเนื้อเด้งใส ราดด้วยกะทิหอมมัน ตัดเลี่ยนด้วยขนมไข่แมงดาบนหน้ากระทิ ให้ 3 รสสัมผัสในคำเดียว
-ขนมน้ำดอกไม้

ขนมน้ำดอกไม้ ขนมหลากสีสดใสทำจากแป้งข้าวเจ้า ผสมน้ำลอยดอกมะลิข้ามคืน นึ่งขนมจนเนื้อฟู รสสัมผัสนุ่มละมุนหอมกลิ่นมะลิ
-ขนมเปียกปูนใบเตยกะทิสด

ขนมเปียกปูนใบเตยกะทิสด ใช้ใบเตยหอมสดคั้นกรองจนได้สีเขียวธรรมชาติเข้มข้น กวนกับแป้งเติมน้ำตาลมะพร้าวหวานกลมกล่อม เคี่ยวไฟอ่อนจนเนื้อหนึบ ราดหน้าด้วยหัวกะทิ โรยงาดำ งาขาวคั่วเพิ่มกลิ่น และอรรถรส

-ขนมใส่ไส้

ขนมใส่ไส้ ไส้ในคือมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ผัดกับน้ำตาลมะพร้าวกวนจนเหนียวหอม พอปั้นไส้ได้ ห่อด้วยแป้งข้าวเหนียวผสมหัวกะทิ นวดเคล้าจนเนียน แล้วห่อใบตองนึ่งจนสุกหอม แม้รูปทรงหน้าจาขนมแลเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายความดั้งเดิม และรสกลมกล่อมจากธรรมชาติ
-ขนมชั้นน้ำมันขี้โล้

ขนมชั้นน้ำมันขี้โล้ ขนมชั้นตำรับโบราณที่ใช้ “น้ำมันขี้โล้” อันทำจากมะพร้าวคั้นสด เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนได้นำ้มันใส ทาฉาบบนชั้นแป้งสุกของขนมชั้น ให้เงางามและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ หาใดเสมอเหมือน
-ขนมชั้นดอกกุหลาบ

ขนมชั้นดอกกุหลาบ สีสันสดใส เนื้อแป้งเหนียวนุ่ม หอมหวานละมุนกะทิและน้ำตาลมะพร้าว นึ่งด้วยไฟกลาง เมื่อแป้งสุกพักให้เย็น แล้วพับเป็นดอกกุหลาบอย่างเบามือ

-ขนมผกากรอง

ขนมผกากรอง ขนมไส้ถั่วกวนหอมกลิ่นอบควันเทียน มีเค้าเดิมมาจากขนมช่อแก้ว บรรจงบีบแป้งด้วยมือเป็นกลีบเล็ก ๆ ซ้อนกันหลายชั้นในแต่ละชิ้น จนคล้ายดอกผกากรอง
-ขนมถั่วทอง

ขนมถั่วทอง ทำจากถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งจนนุ่ม บดให้เนียน กวนกับน้ำตาลและกะทิจนข้น ปั้นลงพิมพ์ชิ้นสวยพอดีคำประดับด้วยทองคำเปลว
-ขนมอาลัว

ขนมอาลัว เป็นขนมที่ท้าวทองกีบม้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา นำตำรับจากโปรตุเกสมาดัดแปลง เดิมทีมีลักษณะคล้ายรูปหยดน้ำ กรอบนอกนุ่มใน บีบเป็นกลีบสวยงาม หยิบรับประทานสะดวก กาลต่อมานิยมทำเป็นรูปดอกไม้เพิ่มความงามและสีสันให้น่าลิ้มลองยิ่งขึ้นตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ขนมอาลัวจึงยังคงเป็นอีกหนึ่งขนมที่ได้รับความนิยมทั้งในฐานะของขวัญและของฝาก

-ขนมกระเช้าสีดา

ขนมกระเช้าสีดา เป็นขนมไทยชาววังที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นกระเช้าสีดาในวรรณคดีรามเกียรติ์ ตัวขนมทำจากแป้งสาลีอบกรอบจนขึ้นรูปทรงคล้ายกับกระเช้า และส่วนที่เป็นไส้ขนมทำจากมะพร้าวกวนน้ำตาลแต่งสีสันสวยงาม ปัจจุบันหาทานได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องใช้ความปราณีตและละเมียดละไมในการทำ
-ขนมมัศกอด

ขนมมัศกอด “มัศกอดกอดอย่างไร น่าสงสัยใคร่ขอถาม กอดเคล้นจะเห็นความ ขนมนามนี้ยังแคลง” มีหน้าตาละม้ายเค้กฝรั่งตัวเค้กทำจากแป้งสาลี และไข่ หน้าขนมประดับหน้าด้วยมะพร้าวขูดฝอย ราดลงด้วยไข่ขาวตีกับน้ำตาลคล้ายเมอแรง เติมกลิ่นและรสเปรี้ยวจากมะนาวเล็กน้อย เพิ่มมิติให้รสหวานตัดเปรี้ยวไม่ชวนเลี่ยนจนเกินไป เป็นอีกหนึ่งขนมไทยที่หาทานได้ยาก
-ขนมหม้อตาล

ขนมหม้อตาล มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ขนมหม้อเงินหม้อทอง” ส่วน”หม้อตาล” มีที่มาจากหม้อดินเผาที่ใช้ทำอาหารคาวหวานในสมัยโบราณ เนื้อขนมทำจากแป้งสาลีอบจนสุกกรอบสีเหลืองทอง ภายในบรรจุไส้น้ำตาลเคี่ยวสีฟ้าอมม่วง สีสันอ่อนหวานที่ได้จากน้ำดอกอัญชันเมื่อต้องสัมผัสกับหยดมะนาว จึงเปล่งประกายเป็นเฉดม่วง ก่อนนำไปเคี่ยวจนข้นหอม
-ขนมล่าเตียง

“ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแบบนอน” จากกาพย์แห่ชมเครื่องคาวหวาน รัชกาลที่ 2 โดดเด่นด้วย “แพไข่ตาข่ายสีทอง” ที่บรรจงโรยเป็นตารางโปร่งบางด้วยมือ นำมาห่อหุ้มไส้ “กุ้งและหมูสับ” ที่ผัดเคี่ยวกับสามเกลอและถั่วลิสงคั่วจนแห้งสนิท รสชาติเค็มมันอมหวาน ละเมียดละไมพอดีคำ
-ขนมสาคูไส้หมู

สาคูไส้หมู เชื่อว่าต้นกำเนิดมาจากสมัยรัชกาลที่ 1 ที่นางสนมชาวลาวได้คิดค้นทำขนมเพื่อควายแทนไข่ตัวเงินตัวทองที่พระองค์โปรด แต่ในสมัยนั้นใช้ไส้ถั่วกวน แต่ต่อมาสูตรได้ถูกปรับเปลี่ยนโดยห้องเครื่องในวังให้เป็นไส้หมู และทานคู่กับผักสด รับประทานเป็นเครื่องว่าง
-ขนมค้างคาวเผือก

“ขนมค้างคาวเผือก” คือมรดกทางวัฒนธรรมอาหารจากห้องเครื่องฝ่ายในตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ผสานอัตลักษณ์ความประณีตเข้ากับวัตถุดิบพื้นถิ่น โดยนำเผือกนึ่งมานวดเป็นแป้งเนียนนุ่ม แล้วบรรจงจับจีบสามเหลี่ยมหน้าจั่วให้มีสัณฐานโค้งมนคล้ายปีกค้างคาว โดดเด่นด้วยไส้กุ้งผัดสามเกลอรสเค็มมันอมหวาน ก่อนนำไปทอดจนเหลืองกรอบฟูราวกับงานศิลปะสีทอง
-ขนมข้าวเกรียบปากหม้อ

ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมไทยโบราณที่ตัวแป้งเมื่อโดนความร้อนจะมีลักษณะบางใสพองตัว คล้ายแป้งบาง ๆ ที่ถูกทำให้สุกบริเวณปากหม้อนึ่งมีส่วนผสมหลักคือ ถั่วลิสงคั่วบด ผัดกับน้ำตาล และเครื่องปรุงอื่น ๆ เพื่อให้มีรสชาติหวานมันเค็ม ทานคู่กับผักกาดหอมและพริก

-ขนมหินฝนทอง

หินฝนทอง ลักษณะคล้าย “หินลับทอง” ช่างทองใช้ทดสอบความบริสุทธิ์ของทองคำ และเป็นเสบียงเดินทัพของทหาร พบในเสภาขุนช้างขุนแผน จากความเข้มขลังของหินสีดำ สู่ความบริสุทธิ์ละมุนตาของสีงาช้าง โดยเลือกใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ปันละเอียดแทนข้าวคั่ว เพื่อรสชาติที่นุ่มนวลหอมมัน และร่วมสมัย
-ขนมบุหลันมรกต

บุหลันมรกต ดัดเเปลงมาจากขนมบุหลันดั้นเมฆ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 สีเขียวเข้มของเนื้อขนมได้มาจากน้ำใบเตยสด ส่วนกลางตัวขนมนั้นมีสีเหลืองบวลจากสังขยาไข่สื่อถึงพระจันทร์เต็มดวงดังคำขึ้นต้นของขนบว่า “บุหลัน”
-ขนมตาล

ขนมตาล มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงสมัยสุโขทัยและอยุธยา พบในจังหวัดที่มีต้นตาลเยอะ เช่น เพชรบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม โดยชาวบ้านนำ “ผลตาลสุก” ที่ร่วงหล่นจากต้นมาดัดแปลง และทำเป็นขนมในฤดูที่ผลตาลสุกงอมโดยผสมกับแป้งข้าวจ้าว กะทิ และน้ำตาล
-ขนมตะลุ่ม

ตะลุ่ม เป็นขนมพื้นบ้านภาคกลาง มักทำกินกันในครัวเรือนหรือทำถวายพระในงานบุญ ชื่อ “ตะลุ่ม” มีที่มาจาก “ถ้วยตะลุ่ม” ซึ่งเป็นภาชนะรูปทรงพุ่มขนาดเล็ก มีฝาปิด เป็น “ขนมไทยหาทานยาก” ประกอบด้วยเนื้อขนมสองส่วน ส่วนบนที่เป็นหน้าสังขยา และ ส่วนที่เป็นตัวเเป้งเนื้อใบเตย

-วุ้นกะทิ

วุ้นกะทิ เนื้อวุ้นหอมมัน สูตรหวานน้อย โดดเด่น ด้วยชั้นวุ้นใสประกายทองคำสลับชั้นกะทิหอมละมุน ให้ความหวานธรรมชาติจาก หญ้าหวาน มอบสัมผัสแห่งความลักชูรีที่มาพร้อมสุขภาพที่ดี
-ขนมอาลัวดอกกุหลาบ

“อาลัว” ที่มีความหมายอันเป็นมงคลถึง “การดึงดูดใจ” ถูกนำมาถ่ายทอดใหม่ผ่านความประณีตของการ “บีบมือ” ทีละกลีบอย่างใจเย็น จนกลายเป็นดอกกุหลาบที่ดูพริ้วไหวมีชีวิตราวกับดอกไม้จริง เราเลือกใช้นมสดพรีเมียมแทนกะทิแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้กลิ่นหอมที่นุ่มนวลและรสชาติที่เบาสบายละเมียดละไม
-ขนมทองชมพูนุช

ทองชมพูนุช คือขนมมงคลโบราณเป็นหนึ่งในขนมตระกูลทอง มีความหมายถึงความเป็นที่รัก มีรสชาติหวานหอมคล้ายขนมทองเอก แต่แตกต่างกันที่ส่วนผสม นิยมทำเป็นสีชมพูอ่อน และมักจะหอมกลิ่นอบควันเทียน
-ขนมปั้นสิบ

ปั้นสิบ เป็นเครื่องว่างไทยโบราณที่สืบทอดมานาน นิยมทำกินช่วงบ่าย ตัวแป้งทำจากแป้งสาลี ผสมแป้งข้าวเจ้า กะทิ ห่อไส้คาว เช่น ปลา หมูหยอง หรือกุ้ง แล้วขลิบขอบให้สวยงาม ก่อนนำไปนึ่งหรือทอด โดยได้พัฒนาต่อยอดจากสำรับหม่อมเจ้าหญิงจันทร์เจริญ รัชนี

ในยุคที่โลกหมุนเร็วขึ้น ขนมเหล่านี้ยังคงบอกให้เราช้าลง เพื่อฟังเสียงของวัฒนธรรมที่ยังคงหอมหวานอยู่ในทุกชั้นของขนม
ถ้าอ่านแล้วเริ่มหิวความหวานละมุนแบบไทย ๆ หรืออยากลิ้มลองขนมไทยรสชาติดั้งเดิมที่ทำด้วยใจ สามารถแวะไปทักทาย สั่งความอร่อย หรือติดตามข่าวสารเมนูใหม่ ๆ ของร้านได้ที่ เพจชายณัฐ กันได้เลยนะครับ รับรองว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน!
