loader image

How to wear Sapak Shawl

How to wear Thai costume (Part II – Sapak Shawl) The history of Sapak, or outer shawl-wearing has been a popular fashion in the royal court, dating back to Ayutthaya Dynasty. With its elegant and meticulous characteristic, Sapak shawl was then not just a finery, but a social status indicator and the dresscode for noblewomen […]

nattapaty

December 22, 2020

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงไม่ชอบสวมเสื้อ

ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นระยะที่บ้านเมืองกำลังฟื้นตัวจากสภาวะสงครามสงครามเเละสร้างเมืองใหม่ ชาวสยามในสมัยนั้นยังคงสืบทอดชีวิตความเป็นอยู่มาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณี กฏหมาย การปกครอง โดยเฉพาะ “การแต่งกาย” โดยทั่วไปแล้วทั้งชายและหญิงนุ่งผ้าและห่มผ้ากันเป็นหลัก กล่าวคือ นุ่งโจงกระเบน ห่มผ้า ไม่นิยมสวมเสื้อ  กระบวนแห่พยุหยาตรา สมัยอยุธยาตอนปลาย จิตรกรสมัยร.๕ วาดจำลองจากวัดยม จ.พระนครศรีอยุธยา ลงในสมุดข่อย (ภาพจาก “การแต่งกายของไทย”, ๒๕๓๒) เอกสารของ เฮนรี่ เบอร์นี่ ครั้งเป็นราชทูตอังกฤษเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้บันทึกถึงฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์และขุนนางในขบวนแห่รับพระพุทธรูปองค์หนึ่ง มีความว่า “ข้าพเจ้าก็มองเห็นพระองค์ท่านกับวังหน้า ฉลองพระองค์แบบธรรมดาคือมีผ้าพันรอบกายเพียงชั้นเดียว” ร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ (Henry Burney)ขอบคุณภาพจากhttps://www.findagrave.com และมีอีกครั้งหนึ่ง ร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่ ไปเยี่ยมพระยาวิเศษที่บ้าน มีความว่า “ท่านเป็นคนตัวใหญ่ ผิวดำ อายุประมาณ ๓๘ ปี และเวลาอยู่บ้าน ท่านมักจะไม่ใส่อะไรเลยนอกจากผ้าขาวม้า มาสดราสพันรอบตัว” เอกสารเฮนรี เบอร์นีย์ สนธิสัญญาระหว่างสยามและอังกฤษ ขอบคุณภาพจาก Facebook page กรุงเก่าของชาวสยาม จากบันทึกของชาวต่างชาติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงลักษณะการแต่งกายของขุนนางในสมัยรัตนโกสินทร์ […]

nattapaty

November 18, 2020

การห่มสไบจีบชั้นเดียว

1. เริ่มต้นให้ผู้นุ่งสวมใส่กระโจมอกเพื่อความเรียบร้อย 2. นำปลายสไบด้านหนึ่ง วางทำมุมเฉียงบริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายหรือขวาตามผู้นุ่งถนัด และใช้เข็มหมุดกลัดมุมสไบให้ติดกับกระโจมอก 3. พาดสไบเบี่ยงบ้ายไปที่บ่าแล้วพันอ้อมหลังผู้นุ่งลงไปเฉลียงตามแนวสไบเดิม ณ จุดเริ่มต้น จากนั้นให้ทำการพันผ้าสไบอ้อมด้านหน้าผู้นุ่งพาดไปที่บ่าอีกหนึ่งครั้ง 4. เสร็จแล้ว ให้ทำการเก็บแนวผ้าสไบบริเวณรอบลำตัวให้สวยงาม โดยใช้ฝ่ามือลูบตามแนวสไบจากด้านหลังมาด้านหน้าให้ เพื่อทำให้ผ้าสไบแนบชิดลำตัวอย่างเข้าทรงของผู้นุ่ง 5. หลังจากทำขั้นตอนก่อนหน้าแล้ว ใช้หมุดกลัดผืนสไบด้านหลังตัวผู้นุ่งให้ติดกับขอบด้านบนของกระโจมอก 6. นำด้ายมาเย็บไขว้ตรงจุดที่เรากลัดเข็มหมุดไว้ให้แน่นและดึงหมุดออก หมายเหตุ การห่มสไบไม่มีแบบแผนชัดเจนว่าจะต้องห่มด้านขวา หรือ ด้านซ้าย ของตัวผู้นุ่ง หากแต่เป็นไปตามความถนัดของผู้นุ่งผ้า โดยคนโบราณนิยมนุ่งห่มผ้าสไบด้านตรงข้ามกับฝั่งที่แขนตนถนัด เพื่อสะดวกต่อการหยิบจับสิ่งของ และการใช้งานในชีวิตประจำวัน อ่านเพิ่มเติม >> การห่มผ้าสะพัก อ่านเพิ่มเติม >> การนุ่งจีบไว้ชายพก อ่านเพิ่มเติม >> การนุ่งโจงกระเบน TRULY THAI AUTHENTIC YOU CAN BE

nattapaty

October 20, 2020

การนุ่งโจงกระเบน

โจงกระเบน เป็นรูปแบบการนุ่งผ้าประเภทหนึ่งโดย คำว่า โจง หมายถึง การโยง จูงไป กระเบน หมายถึง หาง ซึ่งเป็นคำไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาเขมรอีกทีหนึ่ง การนุ่งโจงกระเบน จึงหมายถึง “การนุ่งผ้าด้วยวิธีการม้วนชายผ้านุ่งไปเก็บไว้ด้านหลัง” การนุ่งโจงกระเบนยังแบ่งแยกรูปแบบได้อีกหลายประเภท ได้แก่ การนุ่งโจงหางหนู โจงกระเบนคอไก่ การนุ่งโจงหางหงส์ โจงกระเบนแบบมีชายพก โจงกระเบนชักชายสะบัด เป็นต้น ซึ่งในที่นี้เราจะสอนวิธีการนุ่งโจงหางหนูอันเป็นรูปแบบหนึ่งที่ชาวไทยนิยมกัน 1. นำผ้าถุงพันอ้อมตัวโดยจับชายผ้าให้มีความยาวเท่ากัน หลังจากนั้นให้ตัวผู้นุ่งอยู่ด้านในของผ้า 2. หลังจากนั้นให้ยกผ้าตรงบริเวณเอวขึ้นมาเป็นหูกระต่ายประมาณหนึ่งกำมือสองข้างแล้วผูกให้อยู่เหนือสะดือเล็กน้อยให้แน่น 3. จับปลายผ้าทั้งสองด้านขึ้นมาขนานกัน แล้วพับผ้าทบลงไปในทางเดียวกัน ไปเรื่อย ๆ โดยลดระดับความสูงตามระยะที่ม้วนผ้าลงจนถึงระยะประมาณ 45 องศาของผู้นุ่ง 4. หลังจากทำขั้นตอนก่อนหน้าเสร็จแล้ว ให้พับผ้าทบกลับไปมาซึ่งในแต่ละทบจะพับเข้าไปประมาณสี่นิ้ว จนสุดปลายผ้า จะได้เป็นหางของโจงกระเบน 5. จากนั้นให้ทำการตวัดหางโจงลอดหว่างขาไปด้านหลังของผู้นุ่ง โดยให้ผู้นุ่งย่อขาลง เพื่อสร้างระยะห่างช่วงหว่างขาพอประมาณ และทำการดึงหางโจงขึ้นไปสอดเก็บที่ช่วงด้านหลังของผู้นุ่ง โดยสอดเก็บจนสุดปลายหางโจงจนกระชับเข้ารูป หมายเหตุ การสอดหางโจงกระเบนเก็บนั้น จำเป็นที่จะต้องสอดเก็บให้เป็นระเบียบและเรียบแบนที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเป็นกระจุกผ้าอัดเป็นชั้นอยู่บริเวณด้านหลังที่เราทำการเหน็บหางกระเบน เพราะจะทำให้เวลานั่งไม่สะดวก และเกิดการเจ็บบริเวณก้นกก ที่คนสมัยก่อนเรียกว่า “เจ็บเหน็บกระเบน” อีกทั้งยังทำให้รูปทรงของโจงกระเบนไม่สง่างามแก่ผู้นุ่งอีกด้วย […]

nattapaty

October 20, 2020

การห่มผ้าสะพัก

การห่มผ้าสะพักปรากฏหลักฐานการนุ่งมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา โดยปรากฎหลักฐานการนุ่งบัญญัติไว้ในธรรมเนียมการแต่งกายของราชสำนัก เช่น “พระมเหสีทรงนุ่งยกห่มผ้าตาดทอง” “ฉลองพระองค์ทรงสะพักปักปีกแมลงทับ” อีกทั้งการห่มผ้าสะพักยังเป็นเครื่องบ่งบอกฐานานุศักดิ์ของผู้นุ่งผ้า และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับการนุ่งห่มผ้า ในระดับพิธีการของเขตพระราชฐานสำหรับเจ้านายฝ่ายใน และสตรีชั้นสูงในราชสำนักอยุธยาอีกด้วย ทั้งนี้การนุ่งห่มผ้าสะพักเองยังส่งอิทธิพลผลต่อพัฒนาการนุ่งห่มสไบแบบสองชั้นในเวลาต่อมา เพื่อความเรียบร้อย และเพื่อเป็นการปกปิดเรือนร่างของสตรีชาวสยามให้มิดชิดและเหมาะสมในโอกาสต่าง ๆ วิธีการนุ่งห่มผ้าสะพัก 1.   หลังจากผู้นุ่งสวมใส่กระโจมอกและห่มสไบชั้นแรกแล้ว 2.   ให้นำริมผ้าของผ้าสะพักด้านใดด้านหนึ่ง วางทำมุมเฉียงบริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายหรือขวาตามที่ผู้นุ่งถนัด โดยจะต้องเป็นด้านเดียวกับทิศสไบในชั้นแรก และใช้เข็มหมุดกลัดมุมผ้าสะพักให้ติดกับกระโจมอกเช่นเดิม 3. หลังจากนั้นพาดผ้าสะพักไปที่บ่าแล้วพันอ้อมหลังผู้นุ่งลงไปทับฝั่งมุมสะพักที่กลัดเอาไว้ แล้วพาดอ้อมด้านหน้าผู้นุ่งเฉียงไปที่บ่าอีกหนึ่งครั้ง 4. ใช้ฝ่ามือลูบขอบด้านบนผ้าสะพักจากด้านหน้าให้แนบลำตัวผู้นุ่ง เมื่อทำการลูบผ้าสะพักมาจนถึงบริเวณใต้วงแขน ให้ทำการพับมุมผ้าของผ้าสะพักเข้าด้านในลำตัวประมาณ 2 นิ้ว บริเวณใต้วงแขนให้เกิดแนวผ้าโค้งพับทำมุมสวยงาม 5. หลังจากทำขั้นตอนก่อนหน้าแล้ว ใช้ฝ่ามือลูบขอบด้านบนผ้าสะพักให้แนบลำตัวของผู้นุ่งเช่นเดียวกับด้านหน้า โดยเริ่มลูบไล่เก็บความเรียบร้อยตั้งแต่จุดที่พับมุมผ้าบริเวณใต้วงแขน  6. เมื่อใช้มือปาดลูบผ้ามาจนถึงจุดที่ผ้าสะพักพาดผ่านไหล่ จะเกิดผ้าส่วนเกินจากการไล่เก็บผ้า ให้ทำการพับส่วนที่เกินบริเวณบ่าที่พาดผ้าสะพักลงซ่อนไว้ด้านใต้ผ้าสะพักบริเวณนั้น และใช้หมุดกลัดผ้าสะพักติดกับขอบบนของกระโจมอก 7. นำด้ายมาเย็บไขว้ตรงจุดที่เรากลัดเข็มหมุดไว้ทุกจุดให้แน่นและดึงหมุดออก

nattapaty

October 20, 2020

การนุ่งจีบไว้ชายพก

การนุ่งจีบไว้ชายพก ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก ๆ ได้แก่ การทำชายพก และ การนุ่งจีบหน้า วิธีการทำชายพก 1. นำผ้าถุงพันอ้อมตัวโดยจับชายผ้าให้มีความยาวเท่ากัน หลังจากนั้นให้ตัวผู้นุ่งอยู่ด้านในผ้า 2. หลังจากนั้นให้ยกผ้าตรงบริเวณเอวขึ้นมามัดเป็นปมหูกระต่ายขนาดเล็ก โดยรวมผ้าทำปมหูกระต่ายประมาณหนึ่งกำมือสองข้างแล้วผูกให้อยู่เหนือสะดือเล็กน้อยให้แน่นกระชับ 3. ทำชายพกของตัวผ้านุ่ง ชายพก คือ ชายผ้าที่เรานุ่งเหน็บไว้บริเวณเอวมีมีลักษณะพับเป็นทบไปมา ซึ่งชายพกมีหลากหลายแบบ ในทีนี้จะนำเสนอการทำชายพกอย่างง่าย เริ่มต้นให้จับชายผ้าด้านในด้านหนึ่งตามความถนัดของผู้นุ่ง โดยพับตัวผ้าเป็นทบซ้อนกันกลับไปกลับมา จนสุดปลายผ้าที่บริเวณหูกระต่ายที่เรามัดไว้ในตอนต้นตามแนวดิ่ง 4. การสอดชายพก เมื่อพับจนเข้าที่แล้วให้นำผ้าที่พับทบจนเสร็จเมื่อครู่สอดรอดผ่านไปข้างใดข้างหนึ่งของปมหูกระต่าย โดยมีระยะช่องไฟจากปมหูกระต่ายประมาณหนึ่งฝ่ามือ จากนั้นจัดเรียงชั้นให้สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยดังภาพ 5. จากนั้นเมื่อได้ชายพกแล้ว ให้รวบปลายชายผ้าเหน็บสอดเข้าไปไปตามส่วนโค้งเว้าด้านข้างลำตัวให้เรียบร้อย เพื่อเป็นการจัดแต่งทรงผ้านุ่งให้มีระเบียบ และไม่ทำให้ผ้ากระจุกตัวหน้าทบซ้อนค้างอยู่บริเวณด้านข้างของผู้นุ่ง หมายเหตุ : ชายพกควรอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายสไบ เพื่อให้เกิดความสมดุลทางองค์ประกอบการแต่งกายแก่ผู้นุ่งไม่ให้เอนเอียง มีน้ำหนักมากค่อนไปทางใดทางหนึ่ง วิธีการทำนุ่งจีบหน้า 1. จีบหน้า คือ บริเวณที่ผ้าทิ้งตัวอย่างสวยงามอยู่บริเวณด้านหน้าของผู้นุ่ง ทำหน้าที่ในการจัดเก็บผ้าส่วนสุดท้ายให้เข้าทรงสวยงาม ทำหน้าที่เป็นตัวจบจีบหน้า เริ่มต้น นำปลายผ้าอีกด้านพับเป็นทบกลับไปกลับมาเช่นเดียวกับวิธีการทำชายพก โดยหน้ากว้างของจีบหน้านั้น ควรมีหน้ากว้างประมาณ 3 ถึง 3 […]

nattapaty

October 20, 2020

เสื้อครุยและลอมพอก

เสื้อครุยมาจากไหน การสวมใส่เสื้อครุยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณในหลายประเทศ ทั้งในแถบเอเชียและยุโรป สำหรับในประเทศไทยมีหลักฐานว่า  พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานฉลองพระองค์ครุยหรือเสื้อครุย เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศหรือเครื่องยศในหมวดภูษณาภรณ์ สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง หรือข้าราชการ ที่ทำความดีความชอบในราชการแผ่นดินมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา   ชุดครุยใช้สวมใส่เมื่อเข้าร่วมในงานพระราชพิธีที่สำคัญ เพื่อเป็นการแสดงบรรดาศักดิ์และตำแหน่งของผู้สวมใส่ ซึ่งขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์สูงจะได้รับพระราชทานเสื้อครุยที่ปักงดงามวิจิตรบรรจง      ภาพตัวอย่างเสื้อครุยจำลอง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านิลรัตน์ กรมหมื่นอลงกฏกิจปรีชาฉลองพระองค์ครุย ขอบคุณภาพจาก นายจอห์น ทอมสัน ลอมพอก เป็นหมวกสำหรับขุนนาง เรียกว่า พอกหรือพอกเกี้ยว เป็นเครื่องแต่งกายชนิดหนึ่งที่ช่วยกำหนดลำดับชั้นยศของขุนนาง เป็นหมวกมียอดคล้ายชฎา ขอบหมวกมีสมรดสีเหลืองหรือดิ้นทองคาดเพื่อความสวยงาม เหนือสมรดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งมีเกี้ยวเป็นรูปวงกลม ประดับด้วยดอกไม้ไหวทองคำ มีปลายแหลม ภาพตัวอย่างลอมพอก ภาพตัวอย่างลอมพอก ภาพตัวอย่างลอมพอก ลอมพอกในสายตาของชาวต่างชาติอย่าง ลา ลูแบร์ ภาพวาดขุนนางชาวสยาม ในสมัยอยุธยา สันนิษฐานว่า เริ่มแรกลอมพอกใช้สวมครอบมวยผม จึงมีรูปร่างสูงแต่ปลายทู่หรือปลายอวบกว่าในสมัยต่อมา อ้างอิงจากรูปจิตรกรรมฝาผนังในวัดต่าง ๆ ที่ยังคงปรากฎหลักฐานอยู่ อาทิ ภาพขบวนพายุหมาตราทางสถลมารคที่วัดยม และ วัดไชยทิศ อันเนื่องจากในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง ผู้คนนิยมไว้ผมยาวทั้งชาย และหญิง โดยนิยมมุ่นผมเป็นมวยเหนือศรีษะ ที่เรียก โซงขโดงฤๅโองขโดง […]

nattapaty

September 12, 2020
1 2 3
Scroll Up