loader image

การห่มสไบจีบชั้นเดียว

1. เริ่มต้นให้ผู้นุ่งสวมใส่กระโจมอกเพื่อความเรียบร้อย 2. นำปลายสไบด้านหนึ่ง วางทำมุมเฉียงบริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายหรือขวาตามผู้นุ่งถนัด และใช้เข็มหมุดกลัดมุมสไบให้ติดกับกระโจมอก 3. พาดสไบเบี่ยงบ้ายไปที่บ่าแล้วพันอ้อมหลังผู้นุ่งลงไปเฉลียงตามแนวสไบเดิม ณ จุดเริ่มต้น จากนั้นให้ทำการพันผ้าสไบอ้อมด้านหน้าผู้นุ่งพาดไปที่บ่าอีกหนึ่งครั้ง 4. เสร็จแล้ว ให้ทำการเก็บแนวผ้าสไบบริเวณรอบลำตัวให้สวยงาม โดยใช้ฝ่ามือลูบตามแนวสไบจากด้านหลังมาด้านหน้าให้ เพื่อทำให้ผ้าสไบแนบชิดลำตัวอย่างเข้าทรงของผู้นุ่ง 5. หลังจากทำขั้นตอนก่อนหน้าแล้ว ใช้หมุดกลัดผืนสไบด้านหลังตัวผู้นุ่งให้ติดกับขอบด้านบนของกระโจมอก 6. นำด้ายมาเย็บไขว้ตรงจุดที่เรากลัดเข็มหมุดไว้ให้แน่นและดึงหมุดออก หมายเหตุ การห่มสไบไม่มีแบบแผนชัดเจนว่าจะต้องห่มด้านขวา หรือ ด้านซ้าย ของตัวผู้นุ่ง หากแต่เป็นไปตามความถนัดของผู้นุ่งผ้า โดยคนโบราณนิยมนุ่งห่มผ้าสไบด้านตรงข้ามกับฝั่งที่แขนตนถนัด เพื่อสะดวกต่อการหยิบจับสิ่งของ และการใช้งานในชีวิตประจำวัน TRULY THAI AUTHENTIC YOU CAN BE

nattapaty

October 20, 2020

การนุ่งโจงกระเบน

โจงกระเบน เป็นรูปแบบการนุ่งผ้าประเภทหนึ่งโดย คำว่า โจง หมายถึง การโยง จูงไป กระเบน หมายถึง หาง ซึ่งเป็นคำไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาเขมรอีกทีหนึ่ง การนุ่งโจงกระเบน จึงหมายถึง “การนุ่งผ้าด้วยวิธีการม้วนชายผ้านุ่งไปเก็บไว้ด้านหลัง” การนุ่งโจงกระเบนยังแบ่งแยกรูปแบบได้อีกหลายประเภท ได้แก่ การนุ่งโจงหางหนู โจงกระเบนคอไก่ การนุ่งโจงหางหงส์ โจงกระเบนแบบมีชายพก โจงกระเบนชักชายสะบัด เป็นต้น ซึ่งในที่นี้เราจะสอนวิธีการนุ่งโจงหางหนูอันเป็นรูปแบบหนึ่งที่ชาวไทยนิยมกัน 1. นำผ้าถุงพันอ้อมตัวโดยจับชายผ้าให้มีความยาวเท่ากัน หลังจากนั้นให้ตัวผู้นุ่งอยู่ด้านในของผ้า 2. หลังจากนั้นให้ยกผ้าตรงบริเวณเอวขึ้นมาเป็นหูกระต่ายประมาณหนึ่งกำมือสองข้างแล้วผูกให้อยู่เหนือสะดือเล็กน้อยให้แน่น 3. จับปลายผ้าทั้งสองด้านขึ้นมาขนานกัน แล้วพับผ้าทบลงไปในทางเดียวกัน ไปเรื่อย ๆ โดยลดระดับความสูงตามระยะที่ม้วนผ้าลงจนถึงระยะประมาณ 45 องศาของผู้นุ่ง 4. หลังจากทำขั้นตอนก่อนหน้าเสร็จแล้ว ให้พับผ้าทบกลับไปมาซึ่งในแต่ละทบจะพับเข้าไปประมาณสี่นิ้ว จนสุดปลายผ้า จะได้เป็นหางของโจงกระเบน 5. จากนั้นให้ทำการตวัดหางโจงลอดหว่างขาไปด้านหลังของผู้นุ่ง โดยให้ผู้นุ่งย่อขาลง เพื่อสร้างระยะห่างช่วงหว่างขาพอประมาณ และทำการดึงหางโจงขึ้นไปสอดเก็บที่ช่วงด้านหลังของผู้นุ่ง โดยสอดเก็บจนสุดปลายหางโจงจนกระชับเข้ารูป หมายเหตุ การสอดหางโจงกระเบนเก็บนั้น จำเป็นที่จะต้องสอดเก็บให้เป็นระเบียบและเรียบแบนที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดเป็นกระจุกผ้าอัดเป็นชั้นอยู่บริเวณด้านหลังที่เราทำการเหน็บหางกระเบน เพราะจะทำให้เวลานั่งไม่สะดวก และเกิดการเจ็บบริเวณก้นกก ที่คนสมัยก่อนเรียกว่า “เจ็บเหน็บกระเบน” อีกทั้งยังทำให้รูปทรงของโจงกระเบนไม่สง่างามแก่ผู้นุ่งอีกด้วย […]

nattapaty

October 20, 2020

การห่มผ้าสะพัก

การห่มผ้าสะพักปรากฏหลักฐานการนุ่งมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา โดยปรากฎหลักฐานการนุ่งบัญญัติไว้ในธรรมเนียมการแต่งกายของราชสำนัก เช่น “พระมเหสีทรงนุ่งยกห่มผ้าตาดทอง” “ฉลองพระองค์ทรงสะพักปักปีกแมลงทับ” อีกทั้งการห่มผ้าสะพักยังเป็นเครื่องบ่งบอกฐานานุศักดิ์ของผู้นุ่งผ้า และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับการนุ่งห่มผ้า ในระดับพิธีการของเขตพระราชฐานสำหรับเจ้านายฝ่ายใน และสตรีชั้นสูงในราชสำนักอยุธยาอีกด้วย ทั้งนี้การนุ่งห่มผ้าสะพักเองยังส่งอิทธิพลผลต่อพัฒนาการนุ่งห่มสไบแบบสองชั้นในเวลาต่อมา เพื่อความเรียบร้อย และเพื่อเป็นการปกปิดเรือนร่างของสตรีชาวสยามให้มิดชิดและเหมาะสมในโอกาสต่าง ๆ วิธีการนุ่งห่มผ้าสะพัก 1.   หลังจากผู้นุ่งสวมใส่กระโจมอกและห่มสไบชั้นแรกแล้ว 2.   ให้นำริมผ้าของผ้าสะพักด้านใดด้านหนึ่ง วางทำมุมเฉียงบริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายหรือขวาตามที่ผู้นุ่งถนัด โดยจะต้องเป็นด้านเดียวกับทิศสไบในชั้นแรก และใช้เข็มหมุดกลัดมุมผ้าสะพักให้ติดกับกระโจมอกเช่นเดิม 3. หลังจากนั้นพาดผ้าสะพักไปที่บ่าแล้วพันอ้อมหลังผู้นุ่งลงไปทับฝั่งมุมสะพักที่กลัดเอาไว้ แล้วพาดอ้อมด้านหน้าผู้นุ่งเฉียงไปที่บ่าอีกหนึ่งครั้ง 4. ใช้ฝ่ามือลูบขอบด้านบนผ้าสะพักจากด้านหน้าให้แนบลำตัวผู้นุ่ง เมื่อทำการลูบผ้าสะพักมาจนถึงบริเวณใต้วงแขน ให้ทำการพับมุมผ้าของผ้าสะพักเข้าด้านในลำตัวประมาณ 2 นิ้ว บริเวณใต้วงแขนให้เกิดแนวผ้าโค้งพับทำมุมสวยงาม 5. หลังจากทำขั้นตอนก่อนหน้าแล้ว ใช้ฝ่ามือลูบขอบด้านบนผ้าสะพักให้แนบลำตัวของผู้นุ่งเช่นเดียวกับด้านหน้า โดยเริ่มลูบไล่เก็บความเรียบร้อยตั้งแต่จุดที่พับมุมผ้าบริเวณใต้วงแขน  6. เมื่อใช้มือปาดลูบผ้ามาจนถึงจุดที่ผ้าสะพักพาดผ่านไหล่ จะเกิดผ้าส่วนเกินจากการไล่เก็บผ้า ให้ทำการพับส่วนที่เกินบริเวณบ่าที่พาดผ้าสะพักลงซ่อนไว้ด้านใต้ผ้าสะพักบริเวณนั้น และใช้หมุดกลัดผ้าสะพักติดกับขอบบนของกระโจมอก 7. นำด้ายมาเย็บไขว้ตรงจุดที่เรากลัดเข็มหมุดไว้ทุกจุดให้แน่นและดึงหมุดออก

nattapaty

October 20, 2020

การนุ่งจีบไว้ชายพก

การนุ่งจีบไว้ชายพก ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก ๆ ได้แก่ การทำชายพก และ การนุ่งจีบหน้า วิธีการทำชายพก 1. นำผ้าถุงพันอ้อมตัวโดยจับชายผ้าให้มีความยาวเท่ากัน หลังจากนั้นให้ตัวผู้นุ่งอยู่ด้านในผ้า 2. หลังจากนั้นให้ยกผ้าตรงบริเวณเอวขึ้นมามัดเป็นปมหูกระต่ายขนาดเล็ก โดยรวมผ้าทำปมหูกระต่ายประมาณหนึ่งกำมือสองข้างแล้วผูกให้อยู่เหนือสะดือเล็กน้อยให้แน่นกระชับ 3. ทำชายพกของตัวผ้านุ่ง ชายพก คือ ชายผ้าที่เรานุ่งเหน็บไว้บริเวณเอวมีมีลักษณะพับเป็นทบไปมา ซึ่งชายพกมีหลากหลายแบบ ในทีนี้จะนำเสนอการทำชายพกอย่างง่าย เริ่มต้นให้จับชายผ้าด้านในด้านหนึ่งตามความถนัดของผู้นุ่ง โดยพับตัวผ้าเป็นทบซ้อนกันกลับไปกลับมา จนสุดปลายผ้าที่บริเวณหูกระต่ายที่เรามัดไว้ในตอนต้นตามแนวดิ่ง 4. การสอดชายพก เมื่อพับจนเข้าที่แล้วให้นำผ้าที่พับทบจนเสร็จเมื่อครู่สอดรอดผ่านไปข้างใดข้างหนึ่งของปมหูกระต่าย โดยมีระยะช่องไฟจากปมหูกระต่ายประมาณหนึ่งฝ่ามือ จากนั้นจัดเรียงชั้นให้สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยดังภาพ 5. จากนั้นเมื่อได้ชายพกแล้ว ให้รวบปลายชายผ้าเหน็บสอดเข้าไปไปตามส่วนโค้งเว้าด้านข้างลำตัวให้เรียบร้อย เพื่อเป็นการจัดแต่งทรงผ้านุ่งให้มีระเบียบ และไม่ทำให้ผ้ากระจุกตัวหน้าทบซ้อนค้างอยู่บริเวณด้านข้างของผู้นุ่ง หมายเหตุ : ชายพกควรอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายสไบ เพื่อให้เกิดความสมดุลทางองค์ประกอบการแต่งกายแก่ผู้นุ่งไม่ให้เอนเอียง มีน้ำหนักมากค่อนไปทางใดทางหนึ่ง วิธีการทำนุ่งจีบหน้า 1. จีบหน้า คือ บริเวณที่ผ้าทิ้งตัวอย่างสวยงามอยู่บริเวณด้านหน้าของผู้นุ่ง ทำหน้าที่ในการจัดเก็บผ้าส่วนสุดท้ายให้เข้าทรงสวยงาม ทำหน้าที่เป็นตัวจบจีบหน้า เริ่มต้น นำปลายผ้าอีกด้านพับเป็นทบกลับไปกลับมาเช่นเดียวกับวิธีการทำชายพก โดยหน้ากว้างของจีบหน้านั้น ควรมีหน้ากว้างประมาณ 3 ถึง 3 […]

nattapaty

October 20, 2020

เสื้อครุยและลอมพอก

เสื้อครุยมาจากไหน การสวมใส่เสื้อครุยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณในหลายประเทศ ทั้งในแถบเอเชียและยุโรป สำหรับในประเทศไทยมีหลักฐานว่า  พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานฉลองพระองค์ครุยหรือเสื้อครุย เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศหรือเครื่องยศในหมวดภูษณาภรณ์ สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง หรือข้าราชการ ที่ทำความดีความชอบในราชการแผ่นดินมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ราชทูตแห่งสยาม ผลงานของ โยฮันน์ ไฮเซลมาน (Johann Hainzelman)  ออกหลวงกัลยาราชไมตรี เป็นอุปทูต ผลงานของ โยฮันน์ ไฮเซลมาน (Johann Hainzelman)  ออกขุนศรีวิสารวาจา ตรีทูตในคณะทูตของออกพระวิสุทสุนธร ผลงานของ โยฮันน์ ไฮเซลมาน (Johann Hainzelman)  ชุดครุยใช้สวมใส่เมื่อเข้าร่วมในงานพระราชพิธีที่สำคัญ เพื่อเป็นการแสดงบรรดาศักดิ์และตำแหน่งของผู้สวมใส่ ซึ่งขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์สูงจะได้รับพระราชทานเสื้อครุยที่ปักงดงามวิจิตรบรรจง      ภาพตัวอย่างเสื้อครุยจำลอง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านิลรัตน์ กรมหมื่นอลงกฏกิจปรีชาฉลองพระองค์ครุย ขอบคุณภาพจาก นายจอห์น ทอมสัน ลอมพอก เป็นหมวกสำหรับขุนนาง เรียกว่า พอกหรือพอกเกี้ยว เป็นเครื่องแต่งกายชนิดหนึ่งที่ช่วยกำหนดลำดับชั้นยศของขุนนาง เป็นหมวกมียอดคล้ายชฎา ขอบหมวกมีสมรดสีเหลืองหรือดิ้นทองคาดเพื่อความสวยงาม เหนือสมรดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งมีเกี้ยวเป็นรูปวงกลม ประดับด้วยดอกไม้ไหวทองคำ มีปลายแหลม บรรดาศักดิ์ของขุนนางสามารถแบ่งได้จากลักษณะของขอบลอมพอก ดังนี้ ออกญา […]

nattapaty

September 12, 2020

ซิ่น / ล้านนากับผ้าซิ่น / ภูมิปัญญาผ้าพื้นเมืองล้านนา

จิตรกรรมฝาผนังวัดสมุหประดิษฐาราม จ.สระบุรี แสดงการแต่งกายที่ต่างกันระหว่างชาวไทยวนกับคนไทยภาคกลาง ล้านนา หมายถึง ดินแดนที่มีจำนวนที่นานับล้าน ดินแดนแห่งขุนเขาที่มีกลุ่มชนหลายชาติพันธุ์ อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ได้แก่ กลุ่มชาติพันธ์ไทยวน ไทลื๊อ ไทเขิน ลั๊วะ ฯ  ทั้งที่อาศัยอยู่มาแต่โบราณกาลและพึ่งอพยบเข้ามา อาณาจักรล้านนาจึงมีศิลปกรรม ศาสนา สังคมและวัฒนธรรมเป็นของตัวเองตลอด จิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่ แสดงวิถีชีวิตชาวบ้านกินเหล้า สูบขี้โย วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ “ซิ่น”  ซึ่งเป็นผ้านุ่งของผู้หญิงชาวล้านนาในอดีต ในวัฒนธรรมผู้หญิงชาวล้านนานั้น ผ้าแต่ละผืนล้วนแฝงไปด้วยคติและความเชื่อตามแต่ละท้องที่ ตลอดจนถึงลวดลายต่าง ๆ บนผ้าซิ่น และตีนจกเองยังเป็นตัวสะท้อนเรื่องราวของชาวล้านนาในแต่ละพื้นถิ่นได้เป็นอย่างดี ในอดีตผู้หญิงชาวล้านนานั้นจะเป็นผู้ทอผ้าซิ่นด้วยตนเอง ส่วนผู้ชายชาวล้านนาเองจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการเลือกคู่ครองจากความงดงาม และความขยันขันแข็งที่สะท้อนผ่านความตั้งใจของผู้ทอผ้า โดยอาศัยการทอผ้าและผ้าซิ่นเป็นตัวบ่งบอกความเป็นแม่ศรีเรือนของผู้หญิง หากได้เป็นคู่ครองแล้ว ผู้หญิงชาวล้านนาเองยังมีหน้าที่ทอผ้าสำหรับผู้เป็นคู่ครองของตนอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นผ้าซิ่นยังมีการใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ อันได้แก่ พิธีกรรมทางศาสนา การร่วมงานพิธีสำคัญ เป็นต้น ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดภูมินทร์ จ.น่าน หญิงสาวชาวล้านนาทอผ้าซิ่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดภูมินทร์ จ.น่าน  นอกจากนี้ ผ้าซิ่นจะมีการแบ่งแยกตามลักษณะการใช้งาน เมื่อต้องนุ่งสำหรับกิจวัตรทั่วไปจะนิยมใช้ซิ่นต่อตีนต่อเอวธรรมดา แต่หากมีโอกาสสำคัญผู้หญิงชาวล้านนาจะมีการต่อตีนซิ่นด้วยตีนจก ที่มีลวดลายละเอียด พิถีพิถัน มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มตน […]

nattapaty

September 11, 2020

ผ้าลายอย่าง / ผ้าลายอย่าง…แต่งกายอย่างอยุธยา

สตรีนุ่งผ้าลายอย่าง จิตรกรรมฝาผนังวัดสุทัศน์เทพวราราม ภาพหมู่พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 แต่งพระองค์ด้วยผ้าทรงภูษา ผ้าลายอย่าง วัฒนธรรมเครื่องนุ่งห่มของชาวสยามประกอบด้วยผืนผ้าที่ใช้นุ่งและห่มปกคลุมร่างกาย โดยไม่มีการตัดเย็บเรียกว่านุ่งผืนห่มผืน สยามเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างแหล่งผลิตผ้าแหล่งใหญ่ของโลกคืออินเดีย ทำให้มีพ่อค้านำผ้าอินเดียเข้ามาทำการค้าขายยังสยามอยู่เสมอ  เทคนิคการเขียนผ้าอินเดียรูปแบบหนึ่ง ผ้าอินเดียสามารถบ่งบอกถึงความแตกต่างทางสังคมได้เพราะผ้าที่ใช้สวมใส่มีความประณีตงดงาม มีหน้าผ้ากว้าง สีสันสดใส  ลวดลายสวยงามและวัสดุหลากหลาย เมื่อเทียบกับผ้าในสยาม ต่อมาราชสำนักสยามได้มีการออกแบบลายผ้าเองและส่งไปผลิต ยังประเทศอินเดียจึงเกิดเป็น “ผ้าลายอย่าง” คือ ผ้าที่ทางราชสำนักสยามเขียนตัวอย่างลาย ส่งไปให้ทางอินเดียผลิตให้ จากหลักฐานที่ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย ทำให้เห็นว่าผ้าลายอย่างเป็นที่นิยมในช่วงนั้นและมีธรรมเนียมการใช้เฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชสำนัก รวมถึงเป็นสิ่งของที่พระมหากษัตริย์ใช้พระราชทานแก่ผู้ทำความดีความชอบหรืออาคันตุกะคนสำคัญเท่านั้น    ผ้าลายอย่างประกอบด้วย ๓ ส่วน ได้แก่ โครงสร้างผ้าลายอย่าง ๑. ท้องผ้า หมายถึง พื้นที่ส่วนใหญ่ของผ้าบริเวณตรงกลาง ท้องผ้า ๒. สังเวียนหรือขอบผ้า หมายถึง ลายบริเวณล้อมรอบท้องผ้าตามแนวยาว สังเวียนหรือขอบผ้า ๓. กรวยเชิงหรือเชิงผ้า หมายถึง ลายบริเวณล้อมรอบท้องผ้าด้านกว้าง ซึ่งกรวยเชิงจะเป็นเครื่องบ่งชี้สถานะของผู้สวมใส่   กรวยเชิงหรือเชิงผ้า ตัวอย่างผ้าลายอย่าง ลายหิมพานต์ ลายดาราลอยก้านขดย่อมุมไม้สิบสอง ลายกุดั่นทรงเครื่องน้อย ลายกุดั่นคันธวัลย์ ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือผ้าลายในสยาม – ประภัสสร […]

nattapaty

September 9, 2020

ทรงผมเด็กไทยในสมัยโบราณ / ความเชื่อกับทรงผม

ก่อนที่จะมาเป็นทรงผมที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน มาทำความรู้จักแฟชั่นทรงผมเด็กไทยในอดีตกัน  วัฒนธรรมการไว้ทรงผมของเด็กไทยสมัยโบราณจะเป็นไปตามความเชื่อของผู้ใหญ่ในยุคสมัยนั้น ตามความเชื่อแล้วเชื่อกันว่าเด็กที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บไข้บ่อย ๆ จะนิยมให้ไว้ผมจุกหรือผมเปีย แล้วจะหายจากอาการป่วยนั้นได้  ภาพ “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สยามกุฎราชกุมาร พ.ศ.2408” มีลายเซ็นผู้ถ่าย (J.Thomson) ซึ่งทรงผมสำหรับเด็ก มีทั้งหมด ๔ ทรง ได้แก่   “ทรงผมแกละ” พ่อแม่จะโกนผมลูกออกเหลือไว้เป็นกระจุกที่เรียกว่า “แกละ”  ซึ่งเด็กบางคนอาจมีสองแกละ สามแกละ หรือสี่แกละก็ได้ไม่ได้บังคับ   “ทรงผมจุก” ทรงนี้เป็นที่นิยมของคนมีฐานะดี เพราะดูสวย น่ารัก อีกทั้งยังมีมวยให้เสียบปิ่นทอง เงิน นากหรือคล้องพวงมาลัยได้ด้วย แต่ถ้าเป็นเด็กที่มีฐานะยากจนไม่มีเครื่องประดับ พ่อแม่จะใช้ผ้ามัดหรือถักเปียแล้วค่อยทำเป็นมวยไว้ด้านบนแทน  “ทรงผมโก๊ะ” คนโกนจะเหลือผมอยู่แค่กระจุกเดียวตรงขวัญ ส่วนบริเวณอื่นจะโกนจนเกลี้ยง      “ทรงผมเปีย” เป็นทรงที่สืบเนื่องมาจากผมแกละและผมโก๊ะ เมื่อผมปอยที่เหลือเริ่มยาวมาก พ่อแม่ก็จะถักเป็นหางเปียให้เรียบร้อยแล้วปล่อยให้แกว่งไกวตามการเคลื่อนไหวของเด็กจะไม่จับไปมวยแบบทรงผมจุก   นอกจากเรื่องความเชื่อแล้วจะพบว่าประเทศไทยเป็นเมืองร้อน การให้เด็กไว้ผมยาวจะทำให้เด็กเกิดความรำคาญและดูแลรักษายาก แต่จะโกนผมออกทั้งหมดก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกลางกะโหลกศีรษะเด็กซึ่งจะเรียกกันว่า “ขวัญ” นั้นยังบอบบางจำเป็นต้องมีสิ่งปกปิดป้องกันอันตราย จึงโกนเฉพาะส่วนอื่น ๆ แล้วปล่อยส่วนกลางกระหม่อมเอาไว้ จนอายุ ๑๑-๑๓ ปี […]

nattapaty

September 9, 2020
1 2
Scroll Up