loader image

Blog

Thai Style Studio 1984 Blog 3

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงไม่ชอบสวมเสื้อ

ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นระยะที่บ้านเมืองกำลังฟื้นตัวจากสภาวะสงครามสงครามเเละสร้างเมืองใหม่ ชาวสยามในสมัยนั้นยังคงสืบทอดชีวิตความเป็นอยู่มาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณี กฏหมาย การปกครอง โดยเฉพาะ “การแต่งกาย” โดยทั่วไปแล้วทั้งชายและหญิงนุ่งผ้าและห่มผ้ากันเป็นหลัก กล่าวคือ นุ่งโจงกระเบน ห่มผ้า ไม่นิยมสวมเสื้อ  กระบวนแห่พยุหยาตรา สมัยอยุธยาตอนปลาย จิตรกรสมัยร.๕ วาดจำลองจากวัดยม จ.พระนครศรีอยุธยา ลงในสมุดข่อย (ภาพจาก “การแต่งกายของไทย”, ๒๕๓๒) เอกสารของ เฮนรี่ เบอร์นี่

Thai Style Studio 1984 Blog 5

การห่มสไบจีบชั้นเดียว

1. เริ่มต้นให้ผู้นุ่งสวมใส่กระโจมอกเพื่อความเรียบร้อย 2. นำปลายสไบด้านหนึ่ง วางทำมุมเฉียงบริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายหรือขวาตามผู้นุ่งถนัด และใช้เข็มหมุดกลัดมุมสไบให้ติดกับกระโจมอก 3. พาดสไบเบี่ยงบ้ายไปที่บ่าแล้วพันอ้อมหลังผู้นุ่งลงไปเฉลียงตามแนวสไบเดิม ณ จุดเริ่มต้น จากนั้นให้ทำการพันผ้าสไบอ้อมด้านหน้าผู้นุ่งพาดไปที่บ่าอีกหนึ่งครั้ง 4. เสร็จแล้ว ให้ทำการเก็บแนวผ้าสไบบริเวณรอบลำตัวให้สวยงาม โดยใช้ฝ่ามือลูบตามแนวสไบจากด้านหลังมาด้านหน้าให้ เพื่อทำให้ผ้าสไบแนบชิดลำตัวอย่างเข้าทรงของผู้นุ่ง 5. หลังจากทำขั้นตอนก่อนหน้าแล้ว ใช้หมุดกลัดผืนสไบด้านหลังตัวผู้นุ่งให้ติดกับขอบด้านบนของกระโจมอก 6. นำด้ายมาเย็บไขว้ตรงจุดที่เรากลัดเข็มหมุดไว้ให้แน่นและดึงหมุดออก หมายเหตุ การห่มสไบไม่มีแบบแผนชัดเจนว่าจะต้องห่มด้านขวา หรือ ด้านซ้าย

Thai Style Studio 1984 Blog 7

การนุ่งโจงกระเบน

โจงกระเบน เป็นรูปแบบการนุ่งผ้าประเภทหนึ่งโดย คำว่า โจง หมายถึง การโยง จูงไป กระเบน หมายถึง หาง ซึ่งเป็นคำไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาเขมรอีกทีหนึ่ง การนุ่งโจงกระเบน จึงหมายถึง “การนุ่งผ้าด้วยวิธีการม้วนชายผ้านุ่งไปเก็บไว้ด้านหลัง” การนุ่งโจงกระเบนยังแบ่งแยกรูปแบบได้อีกหลายประเภท ได้แก่ การนุ่งโจงหางหนู โจงกระเบนคอไก่ การนุ่งโจงหางหงส์ โจงกระเบนแบบมีชายพก โจงกระเบนชักชายสะบัด เป็นต้น ซึ่งในที่นี้เราจะสอนวิธีการนุ่งโจงหางหนูอันเป็นรูปแบบหนึ่งที่ชาวไทยนิยมกัน 1. นำผ้าถุงพันอ้อมตัวโดยจับชายผ้าให้มีความยาวเท่ากัน

Thai Style Studio 1984 Blog 9

การห่มผ้าสะพัก

การห่มผ้าสะพักปรากฏหลักฐานการนุ่งมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา โดยปรากฎหลักฐานการนุ่งบัญญัติไว้ในธรรมเนียมการแต่งกายของราชสำนัก เช่น “พระมเหสีทรงนุ่งยกห่มผ้าตาดทอง” “ฉลองพระองค์ทรงสะพักปักปีกแมลงทับ” อีกทั้งการห่มผ้าสะพักยังเป็นเครื่องบ่งบอกฐานานุศักดิ์ของผู้นุ่งผ้า และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับการนุ่งห่มผ้า ในระดับพิธีการของเขตพระราชฐานสำหรับเจ้านายฝ่ายใน และสตรีชั้นสูงในราชสำนักอยุธยาอีกด้วย ทั้งนี้การนุ่งห่มผ้าสะพักเองยังส่งอิทธิพลผลต่อพัฒนาการนุ่งห่มสไบแบบสองชั้นในเวลาต่อมา เพื่อความเรียบร้อย และเพื่อเป็นการปกปิดเรือนร่างของสตรีชาวสยามให้มิดชิดและเหมาะสมในโอกาสต่าง ๆ วิธีการนุ่งห่มผ้าสะพัก 1.   หลังจากผู้นุ่งสวมใส่กระโจมอกและห่มสไบชั้นแรกแล้ว 2.   ให้นำริมผ้าของผ้าสะพักด้านใดด้านหนึ่ง วางทำมุมเฉียงบริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายหรือขวาตามที่ผู้นุ่งถนัด โดยจะต้องเป็นด้านเดียวกับทิศสไบในชั้นแรก และใช้เข็มหมุดกลัดมุมผ้าสะพักให้ติดกับกระโจมอกเช่นเดิม 3. หลังจากนั้นพาดผ้าสะพักไปที่บ่าแล้วพันอ้อมหลังผู้นุ่งลงไปทับฝั่งมุมสะพักที่กลัดเอาไว้

Thai Style Studio 1984 Blog 11

การนุ่งจีบไว้ชายพก

การนุ่งจีบไว้ชายพก ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก ๆ ได้แก่ การทำชายพก และ การนุ่งจีบหน้า วิธีการทำชายพก 1. นำผ้าถุงพันอ้อมตัวโดยจับชายผ้าให้มีความยาวเท่ากัน หลังจากนั้นให้ตัวผู้นุ่งอยู่ด้านในผ้า 2. หลังจากนั้นให้ยกผ้าตรงบริเวณเอวขึ้นมามัดเป็นปมหูกระต่ายขนาดเล็ก โดยรวมผ้าทำปมหูกระต่ายประมาณหนึ่งกำมือสองข้างแล้วผูกให้อยู่เหนือสะดือเล็กน้อยให้แน่นกระชับ 3. ทำชายพกของตัวผ้านุ่ง ชายพก คือ ชายผ้าที่เรานุ่งเหน็บไว้บริเวณเอวมีมีลักษณะพับเป็นทบไปมา ซึ่งชายพกมีหลากหลายแบบ ในทีนี้จะนำเสนอการทำชายพกอย่างง่าย เริ่มต้นให้จับชายผ้าด้านในด้านหนึ่งตามความถนัดของผู้นุ่ง โดยพับตัวผ้าเป็นทบซ้อนกันกลับไปกลับมา

Scroll Up